ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา

รหัสนักศึกษา * :

* สำหรับนักศึกษารหัส 57 และ 58



Home
Faculty Introduction
ประวัติคณะวิศวกรรมศาสตร์
ทำเนียบคณบดี
สารจาก อธิการบดี
สารจาก คณบดี
วิสัยทัศน์ & พันธกิจ
คณะกรรมการบริหาร
คณาจารย์
บทความที่ได้รับตีพิมพ์
VDO แนะนำคณะวิศวกรรมศาสตร์
Departments
Electronics Engineering
Computer Engineering
Telecommunication & ICE
Control, Instrumentation and Mechatronics Engineering
Electrical Power Engineering
Mechanical Engineering
Civil Engineering
Chemical Engineering
Industrial & Logistics Engineering
Undergraduate Programs
Postgraduate Programs
โครงงานวิศวกรรม
ระเบียบการดำเนินการวิชาโครงงานวิศวกรรม
Download Font ที่ใช้ในการทำรายงานวิชาโครงงานวิศวกรรม
E-Classroom
Research Center
MIMs
CAMER
D3MC
Microwave & Antenna
Career Opportunities
Contact Us








โครงการ EEC: ผลกระทบต่อการศึกษาด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี

อาจารย์ธนกฤต โชติภาวริศ​​  
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์  

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  
20 มีนาคม 2560  

       “หากท่านใช้งานโทรศัพท์มือถือเพียงเพื่อการสื่อสาร ท่านยังคงเป็น ‘คนไทย 1.0’

       หากท่านใช้โทรศัพท์มือถือในการส่ง e-mail ส่งไฟล์เอกสาร หรือใช้ประโยชน์ในการทำงานและกิจวัตรประจำวัน ท่านน่าจะยกระดับตนเองเป็น ‘คนไทย 2.0’

       หากท่านสามารถใช้ ‘สมาร์ทโฟน’ ได้ราวกับคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ ‘อินเตอร์เน็ต’ ในการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ พัฒนาตนเอง ติดต่อคนทั่วโลกได้ ท่านอาจได้ชื่อว่าเป็น ‘คนไทย 3.0’

       หากท่านสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ นำไปสู่การผลิต แล้วท่านรู้สึกว่าทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น แบบนี้ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนไทย 4.0’

       นี่คือสุนทรพจน์ของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เกี่ยวกับคนไทยในยุค “ประเทศไทย 4.0”

       แล้วเหตุใดจึงต้องมี “ประเทศไทย 4.0” 

       จากโครงการ Eastern Seaboard เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ที่พัฒนาพื้นที่ชายทะเลฝั่งตะวันออกซึ่งมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมโดยเฉพาะปิโตรเลียมและยานยนต์ รวมถึงการขนส่งขนาดใหญ่ทางเรือของประเทศไทยที่ผ่านมาเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

       อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากประเทศไทยจะกินบุญเก่าจากโครงการที่มีอายุกว่า 30 ปีคงไม่สามารถอยู่รอดภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวมกลุ่มประเทศในนาม AEC ที่จะมีการไหลเข้า-ออกของเงินทุน แรงงาน และธุรกิจต่างๆ  นอกจากนี้ ประเทศไทยเอง ณ ขณะนี้ยังติดอยู่ใน “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” จะเห็นได้จากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ในช่วงระยะแรก (พ.ศ.2500 ถึง 2536) เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ร้อยละ 7 ถึง 8 ต่อปี อย่างไร ก็ตาม ในช่วงระยะถัดมา (พ.ศ.2537-ปัจจุบัน) เศรษฐกิจไทยเริ่มมีการเติบโตในระดับเพียงร้อยละ 3 ถึง 4 ต่อปีเท่านั้น

       ประเทศไทยจึงมีอยู่แค่ 2 ทางเลือก หากเราปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้สำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็น “ประเทศที่มีรายได้ที่สูง” แต่หากทำไม่สำเร็จ ก้าวข้ามกับดักนี้ไปไม่ได้ ประเทศไทยก็จะตกอยู่ในภาวะที่เรียกกันว่า “ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า” ไปอีกยาวนาน

       จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เจริญก้าวหน้าสอดคล้องกับความต้องการและเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก นั่นคือที่มาของวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถใน 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.การเกษตรสมัยใหม่ 2.SMEs startups 3.การบริการมูลค่าสูง และ 4.แรงงานมีความรู้  โดยมุ่งเน้นความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ในกลุ่มอุตสาหกรรม 5 กลุ่ม ได้แก่ 
       1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech)
       2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med)
       3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics)
       4. กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, IT, Artificial Intelligence & Embedded Technology)
       5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services)

       ทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ จะเป็นแพลทฟอร์มในการสร้าง “New SMEs Startups” ที่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนด้วยการสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” ในการวิจัยพัฒนาและประสานความร่วมมือเพื่อความเข้มแข็งให้กับความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกได้

       จากทั้งหมดที่กล่าวมาจึงเป็นที่มาของโครงการ Eastern Economic Corridor ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ตอบสนองนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยพัฒนาต่อยอดพื้นที่ฝั่งตะวันออกของประเทศในแถบจังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม Eastern Seaboard เดิมซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพสูงในการผลิตและการขนส่ง ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับโครงการดังกล่าว โครงการนี้เริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560  พร้อมพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและส่งเสริมการลงทุนในโครงการต่างๆ 5 ด้าน ได้แก่ 
       1. สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (กลุ่มยานยนต์เพื่ออนาคต: ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัตโนมัติ กลุ่มอิเลคโทรนิคระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ กลุ่มการบินและซ่อมบำรุง กลุ่มการแพทย์ กลุ่มเคมีและชีวภาพ) 
       2. สร้างท่าเรือน้ำลึกเฟส 3 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง
       3. สร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงสนามบิน 3 แห่ง สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินอู่ตะเภา
       4. ปรับปรุงและขยายสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินระดับนานาชาติ 
       5. ออกแบบผังเมืองที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่ดี

       การดำเนินการโครงการ EEC ดังกล่าวนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความรู้ที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งหนีไม่พ้นความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาที่จำเป็นต้องผลิตบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ ซึ่งจากโครงการพัฒนา 5 ด้านที่กล่าวมาก็พอจะทราบได้ไม่ยาก ว่าสาขาที่มีความจำเป็นในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่ วิศวกรรมอากาศยาน การซ่อมบำรุงอากาศยาน วิศวกรรมระบบราง การบำรุงรักษาระบบการขนส่งทางราง เทคโนโลยีสาระสนเทศ วิศวกรรมและวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์เคมี เทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์และระบบวัดคุม วิศวกรรมอิเลคทรอนิคส์  ซึ่งสาขาต่างๆดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขาดแคลนเนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง การผลิตบัณฑิตสาขาต่างๆดังกล่าวนี้ต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทันสมัยซึ่งมีราคาแพงในการเรียนการสอน รวมถึงสถาบันการศึกษาหลายแห่งยังขาดแคลนคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าว สถาบันการแห่งแก้ปัญหานี้ด้วยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการดังตัวบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาทำการช่วยสอนและใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการปฏิบัติการ ซึ่งก็พอจะแก้ปัญหาได้ในช่วงระยะเริ่มต้น แต่ท้ายที่สุดสถาบันการศึกษาก็ต้องวางแผนให้เกิดความยั่งยืนในการเรียนการสอนเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตในสาขาดังกล่าวออกมาให้ทันท่วงทีและเพียงพอ

       นอกจากนี้การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใหม่เร่งสร้างนวัตกรรมซึ่งต้องใช้ทั้งความรู้และความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งต้องทำให้บัณฑิตที่เรียนจบการศึกษานอกจากมีความรู้ในวิชาชีพตนเองแล้วต้องมีคุณลักษณะของผู้ที่มีแนวคิดใหม่ๆที่สร้างสรรค์ออกมาใช้ได้จริง ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายสถาบันการศึกษาในปัจจุบันที่มีภาระในการสอนด้านวิชาการแล้วยังต้องสอนให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ด้วย ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการเรียนการสอนที่ปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักศึกษาเป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาไทยไม่เคยให้ความสนใจ ที่ผ่านมาเน้นและให้ความสำคัญต่อการเรียนตามหลักสูตร ผ่านการประเมินให้ได้คะแนนประเมินสูงๆ ไม่มีการให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตทั้งด้านวิชาการและด้านบุคลิกภาพ ดังนั้นหากจะพูดถึงการปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักศึกษาในช่วงนี้ ก็คงไม่สามารถคาดหวังอะไรได้

       หากขาดปัจจัยด้านทรัพยากรบุคคลที่เพียงพอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ก็เป็นเรื่องยากที่นโยบายประเทศไทย 4.0 จะประสพความสำเร็จ

ที่มา :  1. http://www.admissionpremium.com/news/1377



Copyright © 2014 Faculty of Engineering, Mahanakorn University of Technology. All Rights Reserved.